แม่บอกให้ผมระวังข้อเท้า โปรดรักษาข้อเท้าตัวเองเท่าชีวิต วิ่งได้ก็วิ่ง วิ่งต่อไป วิ่งจนกว่าจะรอด เลือด กายเนื้อ วิญญาณ หัวใจ ข้อเท้า อย่าให้ยักษ์กับกระต่ายมาพรากไปจากลูกแม้แต่สัมผัสเดียว นั่นคือคำที่แม่กำชับกำชา ซึ่ง ‘ชิงุเระ’ ได้ยินเรื่องระวังข้อเท้าจนจำขึ้นใจ ควบคู่มากับที่เคยฟัง ‘ตำนานเลขห้า’ ว่ากันว่าในเมืองชนบทเล็ก ๆ ยักษ์ผุดจากนรกทุกคืนเดือนมืดเพื่อมากินเนื้อเด็ก ชาวบ้านจึงแก้เคล็ดด้วยการตัดอวัยวะของเด็กออกเป็นห้าส่วนแล้วห้อยไว้หน้าประตู หัว ลำคอ แผ่นหลัง ข้อมือ ข้อเท้า โดยเฉพาะในเดือนห้าที่ฝนตกหนักตลอดทั้งวัน เด็กทุกคนต้องกลับให้ถึงบ้านก่อนยักษ์จะตามกลิ่นทัน ครั้นถึงเดือนห้า ชิงุเระมักรู้สึก ‘ไร้ที่พึ่งฉับพลัน’ เขาจึงเกาะเกี่ยวคำแม่บอกไว้คุ้มภัย แต่ก็นึกสงสัยในการกระทำของแม่อยู่ในที ขณะชีวิตของเขาโซซัดโซเซไปท่ามกลางภาพฉากชีวิตกระท่อนกระแท่น บางสิ่งที่หลบเร้นอยู่ในซอกหลืบความทรงจำผุดพราย... สิ่งที่เขาไม่รู้ อาจรู้ หรือไม่เคยรู้เลย ทว่าแม่รู้ รู้มาตลอด จิตใจของชิงุเระสับสนอลหม่าน แต่หลายสิ่งแน่ชัดแล้วว่าหากยังไม่อยากตาย เขาต้องเชื่อฟัง ‘คำแม่บอก’ ต้องระวัง ‘คนนอก’ ต้องระวัง ‘ข้อเท้า’ และต้องไม่เป็นเพื่อนกับเด็กหนุ่มชื่อ ‘ฮิเดโยชิ อากิฮิโกะ’ เด็ดขาด ก่อนคนเราจะคิดได้ว่า ‘พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน’ ไม่ถูกต้อง เราก็เผลอมองเหล่าพี่น้องเป็นศัตรูคู่แค้นไปเสียแล้ว เพราะเลือดข้นกว่าน้ำจึงต้องล้างสัมพันธ์ด้วยเลือดแดงฉานที่ว่า ต่อให้เอาน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนมาชโลมก็ไม่เป็นผล ครอบครัวพ่อผมเป็นอย่างนั้น ยังคงเป็นเสมอมา เลือดไม่หยุดไหล น้ำไม่อาจชะ แม่เป็นแค่สะใภ้จึงพลอยทำอะไรไม่ได้ตามไปด้วย หรืออาจเพราะครอบครัวของแม่เองก็หนักหนาพอกัน พ่อแม่จึงเข้าใจหัวอกกันและกันก็ได้